ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นายกฯ ไทยเยือนเสฉวน เปิดศักราชใหม่ความร่วมมือไทย - เสฉวน

วันที่นำเข้าข้อมูล 23 ก.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 23 ก.ค. 2569

| 55 view

ระหว่างวันที่ 18 - 19 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เยือนนครเฉิงตู เป็นส่วนหนึ่งของการเยือนจสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการใน 3 เมือง ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง นับเป็นการเยือนมณฑลเสฉวนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยที่จะปูทางไปสู่ความร่วมมือที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

 

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมกิจกรรมหลักของการเยือนมณฑลเสฉวนในครั้งนี้ ได้แก่ งาน Thailand–China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู งานดังกล่าวได้รับเกียรติจากนางสื่อ เสี่ยวหลิน (Mrs. Shi Xiaolin) ผู้ว่าการมณฑลเสฉวน และนายเหริน จิงตง (Mr. Ren Jingdong) รองผู้ว่าการมณฑลเสฉวนผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองประเทศ นักลงทุน และผู้แทนภาคเอกชนไทย–จีนเข้าร่วมกว่า 750 คน

 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) เน้นย้ำว่า ไทยตระหนักถึงศักยภาพของมณฑลเสฉวน ซึ่งมีประชากรกว่า 80 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับต้นของจีน และกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของจีน ทั้งด้านพลังงานสะอาด เกษตรและอาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เทคโนโลยีดิจิทัล และการท่องเที่ยว และย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบใน 3 มิติที่เชื่อมโยงกัน เพื่อส่งเสริมภาคเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงนักลงทุนจากมณฑลเสฉวน ได้แก่ (1) การเร่งรัดขั้นตอนของภาครัฐเพื่อดึงดูดการลงทุน (2) การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการและบุคลากรไทยให้ทันกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และ (3) การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแรงควบคู่กันไป

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister -Thai Private Sector Luncheon กับผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนไทยกว่า 140 รายจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์-สาธารณสุข และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นโอกาสให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โอกาส และความท้าทายในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในจีน โดยเฉพาะในมณฑลเสฉวน

 

นายกรัฐมนตรียังได้พบหารือแบบรายบริษัท (one-on-one) กับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของจีน ได้แก่ (1) บริษัท Xiaomi บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ดำเนินธุรกิจด้านอุปกรณ์อัจฉริยะ (2) บริษัท ChangAn Automobile ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีนทั้งเครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่ได้เปิดฐานการผลิตแห่งแรกในต่างประเทศที่จังหวัดระยอง (3) บริษัท Innolight Technology ผู้ผลิตโมดูลรับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceivers) อันดับต้น ๆ ของโลก และ (4) บริษัท Eoptolink Technology ผู้ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายอุปกรณ์ Optical Transceivers ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ในโอกาสนี้ ผู้บริหารต่างแสดงความเชื่อมั่นและสนใจขยายการลงทุนในไทย โดยเห็นถึงศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอาเซียน มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร ระบบนิเวศการลงทุน มาตรการ Thailand FastPass และสิทธิประโยชน์ของ BOI และนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าการหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร โดยหลายบริษัทประกาศแผนขยายการลงทุน เพิ่มกำลังการผลิต และใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและศูนย์วิจัยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและ AI

 

ในโอกาสเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรีพบหารือกับผู้บริหารบริษัทจีนชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้แก่ สายการบิน China Sichuan Airlines และบริษัท Meituan และได้ย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะเป็นหุ้นส่วนใกล้ชิดกับนักลงทุนในมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีบริษัทที่มีศักยภาพสูงหลากหลายด้านโดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด

 

ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน และนางสื่อ เสี่ยวหลิน (Mrs. Shi Xiaolin) ผู้ว่าการมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี โดยนายหวัง เสี่ยวฮุย กล่าวว่า ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวนอยู่ที่ประมาณ 41,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 112 สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เสฉวนยังมีร้านอาหารไทยมากที่สุดในภาคตะวันตกของจีน แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารและวัฒนธรรมไทย ส่วนนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และการหารือทวิภาคีเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อยืนยันว่าไทยพร้อมยกระดับความร่วมมือกับจีนในทุกมิติและทุกระดับ ตั้งแต่รัฐบาลกลาง มณฑล เมือง ไปจนถึงภาคเอกชน รวมทั้งชื่นชมนโยบายของจีนในการพัฒนาภาคตะวันตก โดยเฉพาะมณฑลเสฉวน ซึ่งก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค เป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ของสินค้าไทย และเป็นแหล่งนักลงทุนคุณภาพที่ไทยต้องการเชื่อมโยงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นโดยภายหลังการเข้าเยี่ยมคารวะ นายหวัง เสี่ยวฮุย ยังได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแด่นายกรัฐมนตรี และคณะ

 

ต่อมา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่สำคัญของนครเฉิงตู ได้แก่ ศูนย์อนุรักษ์และเพาะพันธุ์แพนด้ายักษ์นครเฉิงตู ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการอนุรักษ์ ขยายพันธุ์ และศึกษาวิจัยหมีแพนด้ายักษ์ รวมถึงสัตว์ป่าหายากของจีน ภายใต้การออกแบบพื้นที่ให้มีระบบนิเวศใกล้เคียงธรรมชาติ  โดยนายกรัฐมนตรีได้รับฟังบรรยายภารกิจ ผลการดำเนินงาน ตลอดจนแนวทางการวิจัยด้านชีววิทยา สุขภาพสัตว์ การขยายพันธุ์ และการเตรียมความพร้อมในการอนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิด และได้ชื่นชมความสำเร็จของศูนย์ฯ ในการอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ โดยถือเป็นสัตว์สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นแบบอย่างของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นฐานขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ

 

ในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมศาลเจ้าสามก๊ก (Wuhou Shrine) ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสามก๊ก” และนับเป็นแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สะท้อนเรื่องราวของยุคสามก๊กได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน จึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งได้เยี่ยมชมวัดต้าฉือ (Daci Temple) โดยมีพระอาจารย์ต้า เอิน เจ้าอาวาสวัดต้าสือ ให้การต้อนรับ โดยวัดต้าฉือได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในวัดพุทธที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจีน และเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา การศึกษา และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของนครเฉิงตูมายาวนานกว่า 1,600 ปี โดยนายกรัฐมนตรีได้เข้าสักการะพระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแก่วัดต้าฉือ นับเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นด้านพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับจีน สะท้อนคุณค่าทางจิตใจและมิตรภาพอันยาวนานของประชาชนทั้งสองประเทศ

 

การเยือนนครเฉิงตูครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย - เสฉวน โดยสามารถต่อยอดความร่วมมือได้อย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ ทั้งการส่งเสริมการค้าและการลงทุน การเชื่อมโยงภาคเอกชน การขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและประชาชน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับความร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสใหม่ในการเชื่อมโยงไทยกับมณฑลเสฉวนและจีนตะวันตก เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างยั่งยืน

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ