วันที่นำเข้าข้อมูล 8 ม.ค. 2562
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 23 พ.ย. 2565
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู นำคณะนักธุรกิจเฉิงตูเดินทางเยือนประเทศไทย
เพื่อแสวงหาโอกาสความร่วมมือและลู่ทางในการลงทุนในไทย ระหว่างวันที่ 15-21 ธ.ค. 2561
ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่งสำหรับโครงการนำคณะนักธุรกิจเฉิงตูเดินทางเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 15 – 21 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือระหว่างสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู และรัฐบาลนครเฉิงตู โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านการค้าและการลงทุนของไทย และเปิดโอกาสให้วิสาหกิจเฉิงตูได้มีโอกาสในการศึกษาลู่ทางการค้าและโอกาสการลงทุนในประเทศไทย ในการนี้ กงสุลใหญ่ฯ ได้มอบหมายให้ นางจุฑาภรณ์ เฟิลแคร์ (กงสุลเศรษฐกิจ) นำคณะนักธุรกิจเฉิงตู เข้ารับฟังการบรรยายเกี่ยวกับข้อมูลที่จำเป็นในการจัดตั้งธุรกิจต่างชาติในประเทศไทยนโยบายด้านการส่งเสริมการลงทุนของไทยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย รวมทั้งการลงพื้นที่ศึกษา/ดูงานบริษัทของไทยในกรุงเทพมหานคร และบริษัทผู้ผลิตของจีนในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

คณะนักธุรกิจที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้แทนของบริษัทในเฉิงตูจาก 13 บริษัท จำนวน 13 คน ในสาขาอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ การผลิตวัสดุใหม่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต อาหารแช่งแข็ง ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมโดรน และการบริการซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ รวมถึงมีผู้แทนจากคณะกรรมการพาณิชย์ นครเฉิงตู 1 คน รวมทั้งหมด 14 คน
เมื่อวันที่ 17 – 18 ธันวาคม 2561 สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้จัดให้คณะนักธุรกิจฯ เข้าพบหารือกับผู้บริหารและทีมงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการค้าและการจัดตั้งธุรกิจจีนในไทย และรับฟังนโยบายเรื่องการส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งคณะนักธุรกิจยังได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมศูนย์ One Start One Stop Service (OSOS) Investment Center ของบีโอไอ ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทยอย่างครบวงจร
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2561 สถานกงสุลใหญ่ฯ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สนับสนุนสถานที่โดยคณะกรรมการพาณิชย์นครเฉิงตู จัด “งานสัมมนาการค้าระหว่างไทยกับนครเฉิงตูและกิจกรรมเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ (Networking) โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เกี่ยวกับการลงทุนในไทยมาเป็นวิทยากร ได้แก่ ผู้แทนจากธนาคารกสิกรไทย และผู้แทนจากสำนักกฎหมายดีทีแอล นอกจากนั้น ยังได้รับความอนุเคราะห์จากธนาคารกสิกรไทย สาขานครเฉิงตู สนับสนุนล่าม ไทย – จีน สำหรับกิจกรรม Networking ด้วย จำนวน 5 คน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ ทั้งสิ้นกว่า 200 คน ประกอบด้วยผู้แทนภาคเอกชนไทยมากกว่า 80 คน ผู้ประกอบการจีนจำนวนกว่า 60 คน รวมทั้ง สื่อมวลชนทั้งไทย และจีนอีกจำนวนมาก มี มติชน China Report ASEAN – Thailand เป็นต้น

ช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม 2561 คณะฯ ได้เดินทางไปพบคณะผู้บริหารและเยี่ยมชม “ICONSIAM” แลนมาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งการจัดบรรยายเกี่ยวกับที่มาและแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์โครงการดังกล่าวของบริษัทสยามพิวรรธน์ ตลอดจนการนำคณะฯ เยี่ยมชมทุก ๆ พื้นที่ในโครงการอย่างละเอียด
ในช่วงท้ายของโครงการฯ คณะได้เดินทางไปยังพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อศึกษาดูงานบริษัทจีนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนในประเทศไทย ได้แก่ บ. Asia Composite Materials (Thailand) Co., LTD บริษัทเสฉวนผู้ผลิตวัสดุใหม่/วัสดุคอมโพสิตที่ผลิตจากไฟเบอร์กลาส ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมระยองไทย-จีน และยังได้เดินทางไปยังโรงงานผลิตรถยนต์ของกลุ่มทุนจีน ซึ่งผลิตรถยนต์แบรนด์ Morris Garages (MG) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีย์บอร์ด 2 ด้วย

โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยกลุ่มผู้แทนนักธุรกิจจากเฉิงตูต่างรู้สึกประทับใจกับการเยือนไทยในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะได้รับทราบถึงข้อมูลภาพรวมด้านสภาพแวดล้อมในการลงทุน และแนวโน้มทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย นโยบายและสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของต่างประเทศในไทย รวมไปถึงข้อกฎหมาย และกฎระเบียบและขั้นตอนการการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทของต่างด้าว และการดำเนินธุรกิจในไทยแล้วนั้น กิจกรรม “งานสัมมนาการค้าระหว่างไทยกับนครเฉิงตูและกิจกรรมเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ (Networking)” ยังทำให้คณะนักธุรกิจฯ ได้สร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับวิสาหกิจในไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางสถานกงสุลใหญ่ฯ จะติดตามความคืบหน้าของผลการร่วมมือกันที่เป็นรูปธรรมต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กี่ดำเนินโครงการฯ จะมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักธุรกิจ/นักลงทุนจากจีนมากยิ่งขึ้น และจะเป็นส่วนที่สำคัญในการพิจารณาเลือกประเทศไทยเป็นแหล่งเป้าหมายสำหรับการขยายการลงทุน และพัฒนาความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนด้วยกันมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต